โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของแบบจำลอง

Uncategorized | Posted by sara
Mar 06 2014

ข้อจำกัดของความสัมพันธ์ 

          ข้อจำกัดของความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกแบบทิศทางเดียวนี้ จะแทนความสัมพันธ์แบบ ๑ ต่อมากเท่านั้น สำหรับความสัมพันธ์แบบ ๑ ต่อ ๑ เราก็ใช้หลักการเดิม เพียงแต่ต้องระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้าไปที่ระเบียนลูก (child record) ว่า มีได้เพียง ๑ ค่าต่อ ๑  ระเบียนพ่อ (parent record) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่แก้ไขยากอีก ได้แก่ ๑. ความสัมพันธ์แบบมาก ต่อมาก (many-to-many : M:N) ๒. ชนิดระเบียนอันหนึ่งเป็นระเบียนลูกในหลายๆความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก และ ๓. ความสัมพันธ์ ระหว่างหลายๆชนิดระเบียน โดยที่ชนิดระเบียนมีมากกว่า ๒ ชนิดขึ้นไป

โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของแบบจำลอง 

          โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของแบบจำลองข้อมูลนี้ประกอบด้วย ๒ ชนิดคือ ระเบียน (Record) และความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก (Parent Child Relationship : PCR) ระเบียนคือ กลุ่มค่าของข้อมูลของเอนทิตี (entity) หนึ่งๆ หรือของความสัมพันธ์ (relationship) ระหว่างเอนทิตี ซึ่ง ระเบียนข้อมูลชนิดเดียวกันเมื่อนำมารวมกลุ่มกันก็จะเรียกว่า ชนิดระเบียน (Record Type) สำหรับคำว่าเอนทิตีนั้น เป็นคำเฉพาะที่ใช้ในสาขาฐานข้อมูล หมายถึง วัตถุใดๆ ทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมที่บรรจุไว้ เป็นข้อมูลซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติ (attribute) ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลของบริษัทผู้ผลิตอาจจะ
ประกอบด้วยเอนทิตีพนักงาน แผนก โครงการชิ้นส่วนที่ผลิต ผู้จัดส่งวัตถุดิบ โกดัง เป็นต้นโดยที่เอนทิตีพนักงานอาจจะมีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ตำแหน่ง เป็นต้น

ความสัมพันธ์แบบพีซีอาร์ (PCR) 

          ส่วนความสัมพันธ์แบบพีซีอาร์ (PCR) นั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ระเบียนใดๆ แบบ ๑ ต่อมาก (one-to-many : 1:N) โดยที่ชนิดสามารถสลับกันเป็นพ่อเป็นลูกได้ ซึ่งข้อจำกัดนี้ส่งผลให้แบบจำลองข้อมูลแบบลำดับชั้นไม่สามารถนำไปใช้งานกับฐานข้อมูลจำนวนมากได้ ตัวอย่าง ของชนิดระเบียนและความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกได้แก่ ระเบียนภาควิชา ระเบียนนักศึกษา และระเบียนอาจารย์ และความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูก ๒ ความสัมพันธ์ ได้แก่ (ภาควิชา นักศึกษา) และ (ภาควิชา อาจารย์) โดยที่ระเบียนภาควิชาเป็นพ่อในทั้งสองความสัมพันธ์ สำหรับความสัมพันธ์ (ภาควิชา นักศึกษา) หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ว่านักศึกษาคนใดสังกัดในภาควิชาใดโดยที่ภาควิชาหนึ่งๆ จะมีนักศึกษาได้หลายคน (ความสัมพันธ์แบบ ๑ ต่อมาก) และนักศึกษาคนหนึ่งจะสังกัดได้เพียง ๑ ภาควิชาเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ (ภาควิชา อาจารย์) นั้นก็มีความหมายในลักษณะเดียวกัน แต่ละภาควิชาจะมีอาจารย์ในสังกัดได้หลายคน และอาจารย์แต่ละคนจะสังกัดได้เพียง ๑ ภาควิชาเท่านั้น

การแก้ไขด้วยการทำซ้ำ 

          สำหรับกรณีแรกและกรณีที่ ๒ นั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำซ้ำข้อมูลจริงในระเบียน (record occurences) ของชนิดระเบียนลูกในทุกๆความสัมพันธ์ แต่สำหรับปัญหาในกรณีที่ ๓ นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การทำซ้ำมีข้อเสียคือ สิ้นเปลืองเนื้อที่หน่วยความจำในการจัดเก็บ และมีปัญหาในเรื่องความถูกต้องของข้อมูลอีกด้วย เนื่องจากมีข้อมูลระเบียนเดียวกันอยู่หลายแห่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราย-ละเอียดภายในระเบียน จะต้องแน่ใจว่าทุกระเบียนได้เปลี่ยนแปลงค่าเป็นค่าใหม่หมดแล้ว ซึ่งบางครั้งผู้แก้ไขข้อมูลอาจพลั้งเผลอ ทำให้ข้อมูลระเบียนเดียวกันที่ต่ออยู่กับคนละความสัมพันธ์มีรายละเอียดต่างกัน ดังนั้น จึงได้มีการนำเสนอวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้ความสัมพันธ์แบบเสมือนพ่อกับลูก (Virtual Parent-Child Relationship : VPCR) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนชนิดเสมือนลูก (Virtual Child Type) และระเบียนชนิดเสมือนพ่อ (Virtual Parent Type) โดยที่ระเบียนเสมือนลูกคือ ระเบียนชนิดที่มีตัวชี้ (pointer) ชี้ไปยังระเบียนอีกชนิดหนึ่งที่เป็นระเบียนเสมือนพ่ออันที่จริงแล้ว วิธีการของพีซีอาร์และวีพีอาร์นั้นเหมือนกันในแง่คิด แต่ทว่าแตกต่างกันในขั้นตอนการพัฒนาใช้งาน คือ พีซีอาร์จะใช้ลำดับเชิงลำดับชั้น (hierarchical sequence) ส่วนพีซีอาร์มักจะสร้างด้วยการใช้ตัวชี้ (pointer)

ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ (Linux)

Uncategorized | Posted by sara
Mar 06 2014

ระบบปฏิบัติการลินุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการแบบ ๓๒  บิต  ที่พัฒนาขึ้นมาให้คล้ายระบบปฏิบัติการยูนิกซ์  แต่สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  กล่าวคือ  สามารถใช้งานได้พร้อมกันหลายๆ คน  และผู้ใช้แต่ละคนทำงาน ได้หลาย ๆ งานพร้อมกัน  รวมทั้งมีความสามารถในการทำงานทั้งในรูปแบบเทกซ์ (text)  และกราฟิก

ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ที่แท้จริงนั้นมีเพียงตัวแกนกลางของระบบ  (Kernel)  เท่านั้น  ที่เป็นตัวควบคุมการทำงานและจัดสรรทรัพยากรในระบบ  เช่น  หน่วยประมวลผลกลาง  หน่วยความจำ  การจัดการไฟล์และอุปกรณ์  เป็นต้น  แต่เรามักจะเรียกโปรแกรมประยุกต์เพิ่มเติมอื่นๆ ที่เข้ามารวมอยู่ทั้งหมดว่า  ระบบปฏิบัติการลินุกซ์  นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถใช้งานเพิ่มเติมบนระบบปฏิบัติการลินุกซ์ได้  เช่น โปรแกรมสำหรับงานธุรกิจ  ซึ่งสามารถทำงานได้ตั้งแต่ตารางคำนวณ  โปรแกรมประมวลผลคำฐานข้อมูล  โปรแกรมนำเสนอข้อมูล  เช่นเดียวกับ โปรแกรมบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์

จุดเด่นของระบบปฏิบัติการลินุกซ์  คือระบบปฏิบัติการลินุกซ์เป็นโปรแกรมที่พัฒนาภายใต้กรอบกติกาที่เรียกว่า  General  Public  License  หรือเรียกย่อว่า  GPL  กล่าวคือ  ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ จะเปิดเผยซอร์สโคด  (Source  Code)  สำหรับผู้ที่ต้องการจะนำไปพัฒนาต่อ  แต่ผู้ที่นำไปพัฒนาต่อแล้วนั้นจะต้องเปิดเผยซอร์สโคด  เพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้งานได้ต่อไปอีกด้วย  ลินุกซ์จึงเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานได้ฟรี  สามารถทำงานได้รวดเร็ว  แม้ว่าจะทำงานได้หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันเพราะระบบปฏิบัติการลินุกซ์ได้รับการออกแบบให้ใช้งานอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทุกอย่างของเครื่องอย่างเต็มประสิทธิภาพ  ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหน่วยความจำเสมือน  (Virtual  Memory)  การจัดการทำงานแบบหลายๆ งานพร้อมๆ กัน (Multitasking)การใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการดอสและระบบปฏิบัติการวินโดวส์  และความสามารถในการใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้

ความต้องการทรัพยากรของระบบขั้นต่ำที่ลินุกซ์สามารถทำได้คือ  เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน่วยประมวลผลกลาง รุ่น ๘๐๓๘๖/sx  หน่วยความจำ ๔ เมกะไบต์  ฟล็อปปีดิสก์ ขนาด  ๑.๔๔  หรือ  ๑.๒  เมกะไบต์  จอภาพแบบ  โมโนโครม  ฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย  ๕๐๐  เมกะไบต์ แต่ถ้าต้องการเล่นกราฟิกโดยใช้  X  Window ควรมีหน่วยความจำตั้งแต่  ๘-๑๖  เมกะไบต์ขึ้นไป

นับตั้งแต่โปรแกรมวินโดวส์  ๓.๑๑  ที่ต่อมาได้พัฒนาเพิ่มเติมเป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์  ๙๕  จนถึงระบบปฏิบัติการวินโดวส์  ๙๘ และรุ่นล่าสุดคือ  ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ๒๐๐๐  ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ถือได้ว่า  เป็นระบบของคนรุ่นใหม่  ที่พัฒนาขึ้นมาโดยศึกษาในยุคอินเทอร์เน็ต  มีการเผยแพร่และเติบโตผ่านทางอินเทอร์เน็ตมาเป็นเวลานาน  ตั้งแต่  พ.ศ.  ๒๕๓๔  จนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน

โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล

Uncategorized | Posted by sara
Mar 06 2014

โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล (Graphic Presentation Program) โดย นางญาณวรรณ สินธุภิญโญ และนางสาวสุภิญญา ศรีทองกุล

          โปรแกรมการนำเสนอข้อมูลคือ  โปรแกรมสำหรับจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำเสนอข้อมูล  เช่น  แผ่นใส  สไลด์ โปสเตอร์  เอกสารสำหรับผู้ฟัง  หรือเอกสารสรุป สำหรับผู้พูด  หากจะต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ด้วยมือทั้งหมด  ก็จะต้องเตรียมงานในปริมาณที่ค่อนข้างมาก  และต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก  ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเวลา  ดังนั้น  การนำเสนอข้อมูลในปัจจุบันจึงนิยมใช้โปรแกรมการนำเสนอข้อมูลแทนซึ่งโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยนมากนัก  มีเพียงการเพิ่มเติมส่วนการช่วยเหลือแนะนำ  เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น  เพิ่มความสามารถในการนำเสนอข้อมูลแบบสื่อประสม  ที่มีทั้งข้อความ (Text) กราฟิก (Graphic) เสียง  (Sound) วีดิทัศน์ (Video)เพิ่มความสามารถในการสร้างแฟ้มข้อมูลที่เป็นเอกสารเว็บ  เพื่อให้ทันสมัยในยุคอินเทอร์เน็ตอีกด้วย  นอกจากนี้  ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ได้  เช่น  ความสามารถในการดึงข้อมูลจากโปรแกรมแผ่นตารางทำการ  และ โปรแกรมประมวลผลคำเข้ามาใช้งานร่วมกัน เป็นต้น
          คุณสมบัติทั่วไปของโปรแกรมการนำเสนอข้อมูล คือ การเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย มีวัตถุดิบให้เลือกใช้งานมากมาย ความสามารถในการจัดการกับสไลด์ได้ง่าย และความสามารถในการควบคุมการแสดงผลของข้อมูลได้ดี
          การเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย  หมายถึง  โปรแกรมได้จัดเตรียมรูปแบบสไลด์ที่จะนำเสนอข้อมูลให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความพอใจ  และตามความเหมาะสมของงาน  โดยไม่จำเป็นต้องสร้างรูปแบบขึ้นมาเอง  โปรแกรมบางโปรแกรมได้พัฒนาให้มีความสะดวกสำหรับผู้ใช้มือใหม่  ด้วยการเรียกใช้ส่วนช่วยเหลือแนะนำการสร้างงาน นำเสนอข้อมูลทีละขั้นตอนจนเสร็จ  เพื่อให้ได้งานที่ถูกใจ  นอกจากนี้  ผู้ใช้ยังไม่จำเป็นต้องมีฝีมือทางศิลปะ  และมีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เป็นพิเศษ  ก็สามารถสร้างงานสำหรับนำเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว  สวยงาม  และสะดุดตา เพราะโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลมีวัตถุดิบให้เลือกใช้มากมาย  นอกจากข้อความ  (Text)  แล้วยังมีข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ  เช่น แผนผัง  (Chart)    กราฟิก   (Graphic) เสียง   (Sound) วีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น  โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันจึงได้เพิ่มแฟ้มข้อมูลของวัตถุดิบเหล่านี้ไว้มากมายให้เลือกใช้ได้ตามความพอใจ  ดังนั้น  งานนำเสนอข้อมูลแบบใหม่จึงเป็นการแสดงข้อมูลที่ผสมผสานข้อมูลรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่า  การนำเสนอข้อมูลแบบสื่อประสม   (Multimedia)  ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เหล่านั้นจึงจัดเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับการสร้างงานนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
          ความสามารถในการจัดการกับสไลด์ได้ง่ายหมายถึง  ความสามารถในการกำหนดรูปแบบหลัก หรือรายละเอียดอื่นๆ ของสไลด์ไว้เพียงครั้งเดียวเช่นสีของพื้นหลังสไลด์  สีของข้อความ  รูปแบบตัวอักษร  เป็นต้น  จากนั้น  จึงนำรูปแบบหลักนี้ไปใช้กับทุกสไลด์ที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลนั้นให้กับหน้าหลักเพียงหน้าเดียว  ถ้ามีการแก้ไขปรับแต่งในภายหลัง  ก็สามารถทำได้ในหน้าหลักเพียงหน้าเดียวเช่นกัน  โดยโปรแกรมจะแก้ไขให้เองอย่างอัตโนมัติในทุกๆ หน้า  การสร้างหน้าใหม่ การลบสไลด์บางหน้า  หรือการสับเปลี่ยนลำดับ การแสดงผล  สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องสร้างไปเรียงไปทีละหน้าให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
          ความสามารถในการควบคุมการแสดงผลของข้อมูลได้ดี  หมายถึง  ความสามารถในการควบคุมการเปลี่ยนหน้าสไลด์แต่ละหน้า  หรือการแสดงข้อความแต่ละบรรทัดแตกต่างกันตามความเหมาะสม  เช่น  ให้จอภาพของสไลด์หน้าที่แสดง เสร็จแล้ว  ค่อยๆ เลื่อนออกไปทางด้านใดด้านหนึ่งแล้วค่อยให้สไลด์หน้าต่อไปมาปรากฏแทน  หรือ ในการกำหนดการแสดงข้อความ  อาจกำหนดให้ข้อความค่อยๆ เลื่อนลงมาจากข้างบน  หรือจากข้อความที่เลือนลาง  แล้วค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น  ความสามารถนี้ช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมีการเคลื่อนไหว  จึงทำให้ไม่น่าเบื่อ และน่าสนใจยิ่งขึ้น
          นอกจากนี้  ในการสร้างงานนำเสนอข้อมูลที่ผ่านมา  บางโปรแกรมสามารถสร้างแฟ้มข้อมูล ๑ แฟ้มต่อสไลด์ ๑ หน้า  ดังนั้น  การแสดงผลข้อมูลเพียงรูปแบบเดียวก็เพียงพอแล้ว  แต่สำหรับโปรแกรมที่สามารถสร้างสไลด์ได้หลายหน้า  โดยบันทึกไว้ในแฟ้มข้อมูลเพียงแฟ้มเดียว  ก็จำเป็นจะต้องมีวิธีแสดงผลข้อมูลในหลายรูปแบบ  การแสดงผลข้อมูลแต่ละรูปแบบนี้เรียกว่า  มุมมองเพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำงานกับสไลด์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
          มุมมองต่างๆ สำหรับการแสดงผลข้อมูล  เช่นมุมมองแบบเรียงลำดับหน้าสไลด์  คือ  จะแสดงให้เห็นสไลด์ทุกๆ หน้าพร้อมกัน  และเห็นลำดับการจัดเรียงหน้าสไลด์ได้ทันที  ดังนั้น  ถ้าต้องการสับเปลี่ยนลำดับการแสดงผลข้อมูลใหม่  ก็สามารถทำได้ทันทีในขณะที่อยู่ในมุมมองนี้  โดยเลือกสไลด์หน้าที่ต้องการเปลี่ยนตำแหน่ง  แล้วดึงไปวางในตำแหน่งใหม่ตามความต้องการ หรือมุมมองแบบที่สามารถเขียนคำอธิบายสไลด์กำกับไว้ใต้สไลด์แต่ละหน้า เพื่อใช้เป็นเอกสารสำหรับผู้พูด หรือมุมมองแบบแสดงผลเต็มหน้าจอสำหรับสไลด์ทีละหน้าตามลำดับก่อนหลังที่ได้เรียงไว้ มุมมองแบบนี้จะเป็นมุมมองที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลจริง ๆ ดังนั้น ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการแสดงผลข้อมูลจริงได้จากมุมมองนี้